You are currently viewing การพูดกับจิตวิทยา

การพูดกับจิตวิทยา

  • Post author:
  • Post category:Blog

การพูดนั้นเป็นหนึ่งในการสื่อสารหลักที่เราใช้สื่อสารกับบุคคลผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นเพื่อแสดงความคิดเห็นของเรา หรือเพื่อบอกกล่าว หรือเพื่อบอกเล่าข้อเท็จจริง หรือเป็นคำสั่ง มีการพูดหลากหลายแบบมากมาย แต่สิ่งที่สำคัญคือ คุณควรรู้ว่าเมื่อไหร่ควรพูดเมื่อไหร่ไม่ควรพูด และควรพูดอย่างไรถึงจะจับใจผู้ฟังได้ หากเราพูดไปเรื่อยหรือพูดไม่ได้สาระไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับคนฟัง คนฟังก็จะรู้สึกไม่อยากฟัง หรือสิ่งที่เราพูดดูไม่น่าเชื่อถือ ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนไม่อยากฟังเราได้ ดังนั้นเราจะสอนความเกี่ยวข้องระหว่าง การพูดกับจิตวิทยา ให้คุณพูดได้อย่างน่าฟัง และได้สังเกตอวัจนะภาษาต่างๆจากผู้ฟังเพื่อให้คุณเข้าใจและจับจุดอีกฝ่ายได้มากยิ่งขึ้น

หลักการสังเกตุนี้ใช้ได้กับทุกเรื่องไม่จำเป็นจะต้องเป็นเรื่องธุรกิจก็ได้ สามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้หมด อย่างเช่นคุณคุยกับเพื่อนหรือกับแฟน คุณสามารถรู้เลยว่าคนคนนั้นสนใจฟังสิ่งที่เราพูดหรือไม่ หรือเวลาที่อีกฝ่ายหนึ่งพูดโต้ตอบกับเรามาเค้าโกหกหรือเปล่า มาเริ่มต้นกันเลยค่ะ

การพูดกับจิตวิทยา สำคัญคือการฟัง

คุณอาจจะอยากรู้และศึกษาว่าควรพูดอย่างไรให้อีกฝ่ายฟังเราหรือเชื่อเราแต่คุณมักมองข้ามเรื่องง่ายๆอย่างการฟังไป การที่เรารับฟังผู้อื่นก่อนหรือหยุดรับฟังในสิ่งที่อีกฝ่ายพูดไม่ใช่เราเป็นฝ่ายพูดอยู่ฝ่ายเดียว จะมีแนวโน้มทำให้อีกฝ่ายฟังเราและสนใจในสิ่งที่เราพูดมากขึ้น และเรายังจับจุดได้จากสิ่งที่เขาพูดด้วยว่าเค้ามีความสนใจไปในทิศทางใดเราสามารถจับจุดจากตรงนั้นเอามาปรับใช้ในการพูดของเราให้เป็นในแนวทางที่เค้าสนใจได้ หรือแม้แต่ลักษณะการพูดเราสามารถดึงตรงนั้นมาช่วยได้อีกด้วย 

เช่น อีกฝ่ายเป็นคนประเภทจริงจังพูดจาตรงไปตรงมา คุณก็ควรใช้คำพูดที่ค่อนข้างจริงจังเป็นทางการกับเค้านิดนึงเค้าจะรู้สึกว่าสิ่งที่คุณพูดสำคัญและต้องฟัง หรืออีกฝ่ายเป็นคนที่สบายๆชอบคุยชอบเมาท์ไปเรื่อยๆ คุณก็คุยในลักษณะเป็นเพื่อนสนิทใช้คำที่สบายๆเข้าใจง่ายไม่เป็นทางการ เป็นต้น และเราไม่ควรใช้น้ำเสียงที่มีลักษณะข่มขู่หรือบังคับให้อีกฝ่ายฟัง และไม่ใช้เสียงที่ดังจนเกินไปจะเป็นน้ำเสียงที่น่าฟังมากกว่า

การสังเกตอวัจนภาษาจากอีกฝ่าย

สิ่งที่แสดงออกถึงความรู้สึกที่แท้จริงได้ดีกว่าคำพูดก็คือการกระทำนั่นเองเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงแต่ไม่จำเป็นต้องรอผลระยะยาวเราสามารถสังเกตอีกฝ่ายในขณะที่อีกฝ่ายพูดหรือฟังได้เลย หากเป็นการคุยกันแบบต่อหน้าถ้าอีกฝ่ายสบตามองหน้าคุณในขณะที่ฟังหรือพูดแปลว่าเค้าตั้งใจฟัง แต่หากอีกฝ่ายสบตาในขณะที่พูดแตกกระพริบตาถี่หรือพูดด้วยเสียงที่ดังหรือพูดเร็วมีแนวโน้มว่าอีกฝ่ายอาจโกหกคุณอยู่ แต่การที่ไม่สบตาอาจหมายถึงอีกฝ่ายประหม่า หรือไม่ก็พูดไปหรือฟังไปโดยที่ไม่ได้สนใจคุณเลย คุณสามารถสังเกตจากสีหน้าที่อีกฝ่ายแสดงออกประกอบได้ และหากอีกฝ่ายมีส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายเบนออกไปจากคุณ เช่น เวลานั่งแต่เบี่ยงตัวออกไปทางอื่น หันหน้าไปทางอื่น หรือเวลายืนปลายเท้าหันไปอีกฝั่งไม่ได้หันเข้าหาคุณ มีแนวโน้มว่าเค้าไม่อยากฟังและอยากไปจากตรงนี้

หากคุณไม่ได้อยู่ด้วยกันแต่เป็นการพูดคุยผ่านทางโทรศัพท์คุณต้องจับฟังจากน้ำเสียง หากอีกฝ่ายเงียบมากกว่าพูดและเวลาพูดตอบกลับคุณพูดเร็วรัวแปลว่าเค้าโกรธคุณอยู่ และน้ำเสียงในการพูด คุณสามารถจับความรู้สึกของอีกฝ่ายได้ เช่น พูดด้วยความรู้สึกตื่นเต้นพูดด้วยความรู้สึกเบื่อหน่าย หรือการตอบกลับแค่คำสั้นๆอาจหมายถึงอีกฝ่ายไม่อยากคุยกับคุณหรือกำลังยุ่งอยู่

Ufabet1688 มั่นคง ปลอดภัย โปร่งใส สร้างรายได้จากการเดิมพัน